เชียร์ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายยังไง เมื่อทีมชาติไทยไม่เคยอยู่ในนั้น

คนไทยต้องทำสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในโลกไม่ต้องทำ สร้างทีมเชียร์ขึ้นมาเอง ผมทำแบบนี้มาตั้งแต่ยุค Eric Cantona และปีนี้ก็ยังทำอยู่

เชียร์ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายยังไง เมื่อทีมชาติไทยไม่เคยอยู่ในนั้น

    มีสิ่งหนึ่งที่คนไทยต้องทำในทุกบอลโลก ที่คนส่วนใหญ่ในโลกไม่ต้องทำ

    นั่นคือการ "สร้างทีมเชียร์" ขึ้นมาเอง

    คนอังกฤษไม่ต้องคิด เปิดทีวีมาก็เชียร์ทีมชาติตัวเองได้เลย คนบราซิล คนสเปน คนเยอรมัน — ทุกคนมีธงพร้อม มีเสื้อพร้อม มีเหตุผลพร้อม แต่คนไทยต้องนั่งคิดก่อนทุกครั้งว่า "บอลโลกครั้งนี้เราจะเชียร์ใคร"

    ผมทำแบบนี้มาตั้งแต่จำความได้ และปีนี้ก็ยังทำอยู่

    จากยุค Cantona ถึงวันที่ต้องเลือกทีมชาติ

    ผมเริ่มเชียร์ Manchester United จากยุคที่ Eric Cantona เดินออกจากอุโมงค์ด้วยท่าทางที่ไม่มีใครเหมือน ยุคที่ David Beckham เตะลูกฟรีคิกแล้วทั้งสนามรู้ว่าลูกนั้นจะเข้า ยุคที่ Wayne Rooney เป็นเด็กสิบแปดที่ไม่รู้จักกลัว

    แต่ละยุคมีนักเตะคนละชุด มีเรื่องราวคนละแบบ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือความผูกพัน ผมนั่งดูแมตช์ดึกๆ คืนวันอาทิตย์มาไม่รู้กี่ร้อยครั้ง ตื่นเช้าตามข่าวการซื้อขายนักเตะ จำเบอร์เสื้อนักเตะได้ทุกคนในยุคที่ตัวเองดูหนักที่สุด

    แล้วพอบอลโลกมาทุกสี่ปี ก็เลยเกิดระบบขึ้นมาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ

    ตามนักเตะ Manchester United ไปดูทุกทีมชาติที่เขาเล่น

    ตามนักเตะ Manchester United ไปดูทุกทีมชาติที่เขาเล่น

    ระบบที่ใช้มาตลอด

    มันเริ่มมาจากความจำเป็น เพราะถ้าไม่มีเหตุผลเชียร์ บอลโลกก็เหมือนดูหนังที่ไม่มีตัวละครที่เราสนใจ มันน่าดูแต่ไม่มีแรงลุ้น

    การตามนักเตะไปทีมชาติมันให้ทั้งสองอย่าง มีทีมให้ลุ้น มีนักเตะที่รู้จักนิสัย รู้สไตล์การเล่น รู้ประวัติ ไม่ใช่แค่ชื่อบนหลังเสื้อ

    บอลโลกปีก่อนๆ ผมเชียร์ประเทศต่างๆ ไปตามนักเตะที่อยู่ที่ Old Trafford ในตอนนั้น บางปีได้ทีมเต็งหนึ่ง บางปีได้ทีมที่ตกรอบแรกก็มี แต่ก็ยังเชียร์

    บอลโลก 2026 ปีนี้ ผมมีสองทีม

    บราซิล เพราะ Casemiro และ Matheus Cunha

    Casemiro เข้ามาที่ Manchester United ปี 2022 ด้วยค่าตัวที่สูงมาก แบกความคาดหวังมาเต็มๆ แต่สิ่งที่ผมเห็นตลอดสองสามปีที่ผ่านมาคือผู้ชายที่ทำงานเงียบๆ ไม่มีดราม่า ไม่ออกสื่อบ่น ลงสนามทุกครั้งที่ถูกเรียก และแม้ว่าตอนนี้ Casemiro หมดสัญญากับ Manchester United แล้วก็ยังอยากตามเชียร์เขาอยู่

    มีช่วงหนึ่งที่เขาถูกปล่อยไว้ข้างสนามนานมาก แต่ก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร แค่ฝึกซ้อม รอโอกาส แล้วก็กลับมาลงสนามและทำหน้าที่ได้เหมือนเดิม อายุสามสิบสี่แล้ว และนี่คือบอลโลกครั้งสุดท้ายของเขา

    Matheus Cunha เพิ่งเข้ามาปีนี้ อายุยี่สิบหก บอลโลกครั้งแรก สองคนนี้อยู่ในจุดชีวิตที่ต่างกันสุดขั้ว แต่ทั้งคู่ใส่เสื้อเดียวกับที่ผมเชียร์มาทั้งชีวิต

    บราซิลไม่ได้แชมป์โลกมายี่สิบสี่ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2002 ที่เกาหลี-ญี่ปุ่น ปีที่ผมยังหนุ่มกว่านี้มาก คนรุ่นผมดูบราซิลชนะตอนอายุสามสิบ และยังไม่ได้เห็นอีกครั้งเลย ปีนี้เลยรู้สึกว่ามีเรื่องให้ลุ้นมากกว่าปกติ

    เบลเยียม — เพราะ Senne Lammens โกลสำรอง

    อันนี้ต้องอธิบายให้ชัดขึ้นนิดนึง

    Lammens คือโกลตัวสำรองของเบลเยียม ตัวหลักคือ Thibaut Courtois จาก Real Madrid แปลว่าถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด Lammens อาจไม่ได้ลงเล่นเลยแม้แต่นาทีเดียวตลอดทัวร์นาเมนต์

    แต่ผมก็ยังจะเชียร์เบลเยียมอยู่ดี

    เพราะนั่นคือสิ่งที่แฟนบอลทำ เราไม่ได้เชียร์เฉพาะตอนที่มันสมเหตุสมผล เราเชียร์เพราะมีเส้นบางๆ ที่ดึงเราไป แม้เส้นนั้นจะเป็นแค่ชื่อนักเตะในรายชื่อสำรองก็ตาม

    Kevin De Bruyne ก็อยู่ในทีมด้วย เขาน่าจะเป็นบอลโลกครั้งสุดท้ายเหมือนกัน อายุสามสิบห้าแล้ว มิดฟิลด์ระดับโลกที่ไม่เคยได้แชมป์ใหญ่กับทีมชาติเลย ทั้งที่ช่วง "golden generation" ของเบลเยียมมีนักเตะระดับโลกอยู่เต็มทีม เลยรู้สึกว่าเบลเยียมมีเรื่องเล่าที่น่าเชียร์ในแบบของตัวเอง

    ความจริงของคนไทยกับบอลโลก

    ถ้าถามตรงๆ ว่าการเชียร์แบบนี้มัน "จริง" ไหม คำตอบของผมคือจริงมาก

    บางคนอาจบอกว่าเชียร์ทีมชาติตัวเองถึงจะนับว่าจริงใจ แต่ผมว่านั่นคือมุมมองของคนที่โชคดีพอที่จะมีทีมชาติให้เชียร์ในบอลโลก คนไทยไม่ได้เลือกเกิดมาในประเทศที่ฟุตบอลทีมชาติผ่านรอบคัดเลือกได้ เราเชียร์จากสิ่งที่มี และสิ่งที่มีก็คือความผูกพันกับนักเตะและสโมสรที่เราติดตามมาทั้งชีวิต

    ความรู้สึกตอนที่ Casemiro สกัดบอลได้กลางสนาม หรือตอนที่เลี้ยงผ่านคนมาสองสามคนก่อนจ่ายบอล มันไม่ต่างจากความรู้สึกของคนอื่นที่นั่งดูทีมชาติตัวเองเลย อาจจะต่างแค่ตรงที่เราต้องทำการบ้านก่อนว่าจะเชียร์ใคร

    บอลโลกครั้งนี้มีของครบ

    ถ้านับเฉพาะสองทีมของผม

    บราซิลมาพร้อม Casemiro ที่กำลังเล่นบอลโลกครั้งสุดท้าย มาพร้อม Matheus Cunha ที่กำลังเล่นครั้งแรก มาพร้อมความหิวของประเทศที่รอแชมป์มายี่สิบสี่ปี และมาพร้อม Vinicius Jr ที่ตอนนี้น่าจะเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในโลก

    เบลเยียมมี Lammens ที่อาจไม่ได้ลงเล่น มี De Bruyne ที่ต้องการแชมป์ก่อนแขวนสตั๊ด และมาพร้อมความรู้สึกว่าถ้าไม่ได้ปีนี้ก็อาจไม่มีอีกแล้วสำหรับรุ่นนี้

    มันมีทั้ง first time กับ last time อยู่ในทีมเดียวกัน มีทั้งความหวังกับความกังวลในทีมเดียวกัน

    นั่นแหละคือเหตุผลที่บอลโลกมันดูไม่เบื่อทุกสี่ปี แม้จะดึกแค่ไหน แม้ร่างกายวัย 50+ จะบ่นแค่ไหนในตอนเช้า

    ถ้าคุณก็เป็นคนไทยที่ต้องสร้างเหตุผลเชียร์ขึ้นมาเองทุกบอลโลก เชียร์ตามเสื้อที่ชอบ ตามนักเตะที่ติดตาม ตามประเทศที่เคยไปเที่ยว ตามเพื่อนที่รู้จัก ผมว่าทุกตรรกะล้วนสมเหตุสมผลทั้งหมด

    เราเชียร์จากใจเหมือนกัน แค่เส้นทางที่มาถึงจุดนั้นมันยาวกว่าคนอื่นนิดนึงเท่านั้นเอง