มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมตื่นมาตอนเช้าแล้วมองตัวเองในกระจกแบบไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่
ไม่ใช่เรื่องหน้าตาที่บูดเบี้ยวงัวเงียในยามตื่น
แต่เป็นเรื่องที่ผมรู้สึกว่า "ทำไมช่วงนี้ขี้เกียจจัง"
เมื่อก่อนผมเป็นคนที่ลุกจากเตียงปุ๊บก็พร้อมลุย ออกกำลังกายตอนเช้าได้สบาย ทำงานยาวๆ ไม่มีล้า กลับบ้านยังมีแรงไปกินข้าวกับเพื่อนต่อ
แต่ช่วงนั้น ทุกอย่างมันหนักไปหมด
ตื่นมาก็อยากนอนต่อ บ่ายๆ ตาจะปิด พอจะออกกำลังกายก็หาข้ออ้างได้ทุกวัน "วันนี้ฝนตก" "วันนี้งานเยอะ" "พรุ่งนี้ค่อยเริ่ม"
แล้วผมก็ทำสิ่งที่ผู้ชายวัยเราเก่งที่สุด โทษตัวเอง
"แกมันเริ่มปล่อยตัวแล้วนะ" "สมัยก่อนแกไม่เป็นแบบนี้" "วินัยหายไปไหนหมด"
ผมเชื่อแบบนั้นอยู่นานเลย เชื่อว่ามันคือความอ่อนแอของจิตใจตัวเอง
แล้ววันหนึ่งผมก็ได้รู้ว่า ผมเข้าใจผิดมาตลอด
สิ่งที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน
ผมไปอ่านเจองานวิจัยเรื่องฮอร์โมนผู้ชายโดยบังเอิญ
แล้วมันเปลี่ยนวิธีที่ผมมองตัวเองไปเลย
เรื่องมีอยู่ว่า ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของผู้ชายเริ่มค่อยๆ ลดลงประมาณ 1% ต่อปีตั้งแต่อายุ 40 และฮอร์โมนตัวนี้ไม่ได้เกี่ยวกับแค่เรื่องเพศอย่างที่หลายคนเข้าใจ มันเกี่ยวกับพลังงาน อารมณ์ แรงจูงใจ และความรู้สึก "อยากลุย" ในแต่ละวันด้วย
พอผมอ่านถึงตรงนั้น ผมนั่งนิ่งไปแป๊บนึง
อ๋อ... มันไม่ใช่ว่าผม "ขี้เกียจ"
มันคือร่างกายผมเปลี่ยนไปจริงๆ แบบที่ผมควบคุมโดยตรงไม่ได้ และมันเกิดกับผู้ชายวัยเราทุกคน
(ใครอยากเข้าใจเรื่องนี้แบบละเอียด ผมเขียนรวบรวมงานวิจัยไว้ครบในบทความ "วัยทอง" ของผู้ชายมีจริงไหม — อ่านต่อได้เลย)
ความรู้สึกตอนนั้นไม่ใช่ความเศร้านะ
มันคือความโล่ง
เหมือนได้รับการอภัยจากตัวเอง

ทำไมการทำความเข้าใจตัวเองถึงสำคัญ
คุณเคยโทษตัวเองในเรื่องที่ไม่ใช่ความผิดของตัวเองไหม?
มันกินพลังงานมากนะ เพราะนอกจากจะเหนื่อยกายแล้ว เรายังเหนื่อยใจที่คิดว่าตัวเอง "ไม่ดีพอ" ซ้อนเข้าไปอีกชั้น
พอผมเลิกโทษตัวเองได้ พลังงานบางอย่างมันกลับมา
ไม่ใช่เพราะฮอร์โมนผมเพิ่มขึ้นในวันนั้น มันยังเท่าเดิม
แต่เพราะผมเลิกแบกความรู้สึกผิดที่ไม่จำเป็น แล้วหันมาถามคำถามที่ดีกว่าแทน
จากเดิมที่ถามว่า "ทำไมฉันมันแย่แบบนี้"
กลายเป็น "โอเค ร่างกายฉันเปลี่ยน แล้วฉันจะดูแลมันยังไงดี"
คำถามที่สองมันมีทางออก คำถามแรกมีแต่ทางตัน
แล้วผมก็เริ่มลงมือ
สิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้นที่สุดหลังอ่านงานวิจัยพวกนั้น คือ ฮอร์โมนที่ลดลงตามวัย มันตอบสนองต่อวิธีที่เราใช้ชีวิตได้มากกว่าที่ผมคิด
ร่างกายผลิตเทสโทสเตอโรนส่วนใหญ่ตอนเรานอนหลับลึก ผมเลยจัดการเรื่องการนอนเป็นอย่างแรก เข้านอนเร็วขึ้น ห้องเย็นๆ มืดๆ และพยายามตื่นเวลาเดิมทุกวัน
การมีกล้ามเนื้อช่วยรักษาระดับฮอร์โมน ผมเลยกลับมาขยับตัว ไม่ต้องเข้ายิม แค่ยกดัมเบลที่บ้าน เดินให้มากขึ้น
ไขมันหน้าท้องเยอะๆ ไปกดระดับฮอร์โมน ผมเลยปรับเรื่องอาหารการกิน
ไม่มีอะไรหวือหวาเลยใช่ไหม?
ใช่ เพราะของจริงมันไม่หวือหวา มันคือพื้นฐานที่เราทุกคนรู้อยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยทำเพราะคิดว่ามันไม่สำคัญ
ความต่างคือ ตอนนี้ผมทำมันด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกผิด
และนั่นทำให้มันยั่งยืนกว่ากันเยอะ
สิ่งที่ผมอยากบอก
ถ้าวันนี้คุณรู้สึกว่าตัวเอง "ไม่เหมือนเดิม" เหนื่อยง่ายขึ้น ไฟเริ่มมอด อยากนอนมากกว่าอยากลุย
ผมอยากให้คุณลองถามตัวเองก่อนว่า เรากำลังโทษตัวเองในเรื่องที่ไม่ใช่ความผิดเราอยู่หรือเปล่า?
เพราะการเข้าใจว่าร่างกายเราเปลี่ยนไปตามวัย ไม่ได้แปลว่าเรากำลังยอมแพ้
มันแปลว่าเราเลิกสู้กับศัตรูที่ไม่มีอยู่จริง แล้วหันมาดูแลร่างกายอย่างที่มันสมควรได้รับ
ผมไม่ได้กลับไปเป็นตัวเองตอนอายุ 30 หรอกนะ และผมก็ไม่ได้อยากกลับไปด้วย
แต่ผมรู้สึกดีกับตัวเองตอนนี้มากกว่าตอนที่เอาแต่โทษตัวเองเยอะเลย
ถ้าจะเริ่มจากอะไรเล็กๆ คืนนี้ เริ่มจากการให้อภัยตัวเองก่อนก็ได้
แล้วค่อยเข้านอนให้เร็วขึ้นสักหน่อย
แค่นั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีพอแล้ว
หมายเหตุ: ถ้าอาการเหนื่อยล้าหรือไฟมอดกระทบชีวิตประจำวันจริงๆ การไปตรวจกับหมอเป็นทางที่ดีที่สุด ดีกว่าเดาเอาเอง รายละเอียดเรื่องนี้อยู่ในบทความ "วัยทอง" ของผู้ชายมีจริงไหม