ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของวัน คือตอนที่ยังไม่มีใครตื่น

ตีห้าครึ่ง บ้านยังเงียบ เครื่องดื่มอุ่นๆ ถ้วยแรก ไม่มีใครต้องการอะไรจากผม ตอนหนุ่มผมทนความเงียบแบบนี้ไม่ได้ แต่ตอนนี้มันคือเวลาที่ผมรักที่สุดของวัน

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของวัน คือตอนที่ยังไม่มีใครตื่น

    ตีห้าครึ่ง ผมลืมตาขึ้นมาเองโดยไม่ต้องมีนาฬิกาปลุก

    บ้านยังเงียบสนิท แสงข้างนอกยังเป็นสีเทาอมฟ้า ยังไม่สว่างเต็มที่ ผมลุกขึ้นเบาๆ เดินไปทำโน่นทำนี่ในบ้าน พยายามไม่ให้มีเสียง เพราะคนอื่นในบ้านยังหลับอยู่

    แล้วผมก็ได้สิ่งที่ผมเฝ้ารอโดยไม่รู้ตัวมาทั้งคืน ช่วงเวลาที่ไม่มีใครต้องการอะไรจากผมเลย

    ไม่มีโทรศัพท์ดัง ไม่มีคนถาม ไม่มีอะไรที่ต้องตอบ มีแค่ผม เครื่องดื่มร้อนๆ หนึ่งถ้วย และความเงียบ

    และผมรักช่วงเวลานี้ที่สุดในทั้งวัน

    ตอนหนุ่มๆ ความเงียบแบบนี้ทำให้ผมอยู่ไม่สุข

    เรื่องตลกคือ ถ้าย้อนกลับไปสัก 20 ปีก่อน ผมเกลียดความเงียบแบบนี้

    ตอนนั้นพอตื่นมาแล้วบ้านเงียบ ผมจะรีบเปิดทีวีทันที ไม่ได้ดูอะไรจริงจังหรอก แค่อยากมีเสียง ขับรถก็ต้องเปิดเพลงตลอด นั่งรอใครสักคนก็ต้องหยิบอะไรมาทำ ความเงียบมันทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรขาดหายไป เหมือนเวลาที่ว่างเปล่าคือเวลาที่เสียเปล่า

    ผมต้องเติมทุกช่องว่างด้วยเสียงหรือกิจกรรมเสมอ ราวกับว่าถ้าหยุดนิ่งเมื่อไหร่ ผมจะต้องเจอกับอะไรบางอย่างที่ผมไม่อยากเจอ

    ตอนนี้ผมถึงเข้าใจว่าสิ่งที่ผมไม่อยากเจอในตอนนั้น คือตัวเอง

    ตอนหนุ่มๆ ความเงียบแบบนี้มักทำให้ผมอยู่ไม่สุข

    ในความเงียบนั้น ผมไม่ได้นั่งเฉยๆ

    หลายคนพอได้ยินว่า "ชอบอยู่เงียบๆ คนเดียวตอนเช้า" อาจนึกภาพผมนั่งจ้องผนังทำสมาธิ แต่ไม่ใช่อย่างนั้นเลย

    บางเช้าผมออกไปขยับตัวเบาๆ ในหมู่บ้าน เดินบ้าง วิ่งเหยาะๆ บ้าง ไม่ได้หักโหมอะไร แค่ให้ร่างกายได้ตื่นไปพร้อมกับวัน อากาศตอนเช้ามืดมันสะอาดและเย็นในแบบที่หาไม่ได้ตอนสาย

    บางเช้าผมนั่งลงทำเว็บ ทำงานอดิเรกที่ผมรัก เขียนนั่นนี่ จัดการเรื่องที่อยากทำมานาน

    สิ่งที่ทุกอย่างมีร่วมกันคือ มันคือเรื่องของผม ไม่ใช่เรื่องที่ใครขอให้ทำ ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่ความรับผิดชอบต่อใคร เป็นเวลาไม่กี่ชั่วโมงในหนึ่งวันที่ผมได้เป็นคนเลือกเองทั้งหมดว่าจะทำอะไร

    พอคนในบ้านเริ่มตื่น โลกของผมก็เปลี่ยนไปเป็นอีกโหมดหนึ่ง โหมดที่ต้องเป็นสามี เป็นคนทำงาน เป็นคนที่ต้องตอบสนองสิ่งต่างๆ ซึ่งผมก็เต็มใจทำและทำด้วยความรัก แต่ช่วงเช้ามืดก่อนหน้านั้น มันคือเวลาของผมล้วนๆ

    ในความเงียบนั้น ผมไม่ได้นั่งเฉยๆ

    ความเงียบที่ผมพูดถึง ไม่ใช่การหนีผู้คน

    ตรงนี้ผมอยากพูดให้ชัด เพราะมันต่างกันมาก

    มีความเงียบแบบหนึ่งที่เป็นการหลบหนี หนีจากคน หนีจากปัญหา หนีจากความสัมพันธ์ที่ไม่อยากเผชิญ อันนั้นไม่ดีต่อใครเลย และผมไม่ได้พูดถึงแบบนั้น

    ความเงียบที่ผมรักคือคนละเรื่อง มันไม่ใช่การปิดประตูใส่คนที่ผมรัก จริงๆ แล้วมันเป็นตรงกันข้ามด้วยซ้ำ การได้อยู่กับตัวเองเงียบๆ ตอนเช้า ทำให้ผมออกไปเจอคนในบ้าน เจอเพื่อน เจอโลก ในเวอร์ชันที่ดีกว่า ใจเย็นกว่า มีให้คนอื่นได้มากกว่า

    เหมือนการชาร์จแบตก่อนเริ่มวัน ถ้าผมข้ามมันไป ตื่นมาแล้วกระโจนเข้าสู่ความวุ่นวายทันที ผมจะหงุดหงิดง่ายและเหนื่อยเร็วกว่ามาก คนรอบข้างผมก็จะได้เวอร์ชันที่แย่กว่าของผมไปด้วย

    ความเงียบยามเช้าจึงไม่ใช่การเอาตัวออกจากคนอื่น แต่เป็นการเตรียมตัวเองให้พร้อมจะอยู่กับคนอื่นได้ดีขึ้น

    ทำไมกว่าจะรู้จักรักความเงียบ ต้องใช้เวลาตั้ง 50 ปี

    ผมคิดว่าเหตุผลที่ตอนหนุ่มผมทนความเงียบไม่ได้ เพราะตอนนั้นผมยังไม่ค่อยรู้จักตัวเองดีพอ

    เมื่อเราไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นใคร ต้องการอะไร ความเงียบมันน่ากลัว เพราะมันบังคับให้เราต้องอยู่กับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ การเติมเสียงและกิจกรรมเข้าไปตลอดเวลา จึงเป็นวิธีกลบคำถามเหล่านั้นไว้

    แต่พอผ่านชีวิตมาถึงวัยนี้ ผมรู้จักตัวเองมากขึ้น ผมรู้ว่าผมชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ต้องการอะไรจากชีวิตที่เหลืออยู่ คำถามหลายอย่างที่เคยน่ากลัวมันมีคำตอบแล้ว หรือไม่ก็ผมเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้โดยไม่ต้องดิ้นรนหนี

    พอถึงจุดนั้น ความเงียบเลยไม่ใช่ศัตรู มันกลายเป็นพื้นที่ที่ผมได้ยินความคิดตัวเองชัดๆ โดยไม่มีเสียงอื่นมากลบ และผมพบว่าผมชอบฟังความคิดตัวเองมากกว่าที่เคยคิดไว้เยอะ

    นี่อาจเป็นของขวัญเงียบๆ อย่างหนึ่งของวัยนี้ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง เราไม่ได้แค่แก่ขึ้น เราเริ่มสบายใจที่จะอยู่กับตัวเองมากขึ้นด้วย

    ลองตื่นมาสักเช้าก่อนคนอื่น แล้วอยู่กับความเงียบนั้นดู

    เช้าพรุ่งนี้

    พรุ่งนี้เช้าผมก็จะตื่นมาก่อนใครอีก ชงเครื่องดื่มถ้วยโปรดถ้วยแรกในบ้านที่ยังเงียบ แล้วก็ใช้เวลาช่วงนั้นทำในสิ่งที่เป็นของผม ก่อนที่วันจริงๆ จะเริ่มต้น

    ถ้าคุณยังเป็นคนที่ต้องเติมทุกช่องว่างด้วยเสียงหรือความวุ่นวาย ผมไม่ได้จะบอกว่ามันผิดนะ ผมก็เคยเป็นแบบนั้นมาก่อน แต่ลองสักครั้ง ตื่นมาสักเช้าหนึ่งก่อนคนอื่น แล้วอยู่กับความเงียบนั้นดูโดยไม่ต้องรีบเติมอะไรเข้าไป

    คุณอาจจะพบว่าในความเงียบนั้น มีคนคนหนึ่งที่คุณไม่ได้นั่งคุยด้วยมานานแล้ว รออยู่

    แล้วคนคนนั้นก็คือตัวคุณเอง