ไม่ใช่นาฬิกา ไม่ใช่เสื้อ ไม่ใช่กระเป๋า แต่เป็นรองเท้า ผมเคยคิดว่าเป็นแค่คำพูดของคนขายรองเท้า จนวันหนึ่งในห้องประชุมที่ทำให้ผมเปลี่ยนความคิด และต่อมาก็พบว่ามีงานวิจัยยืนยันเรื่องนี้จริงๆ
ผู้ชายตัดสินกันที่รองเท้า
ไม่ใช่นาฬิกา ไม่ใช่เสื้อ ไม่ใช่กระเป๋า
ผมเคยไม่เชื่อเรื่องนี้ คิดว่ามันเป็นแค่คำพูดของคนขายรองเท้าที่อยากให้เราซื้อของแพง
จนวันหนึ่ง ผมนั่งอยู่ในห้องประชุม มีลูกค้าใหม่เดินเข้ามา สูทเรียบ เสื้อเชิ้ตขาวสะอาด พูดจาเป็นทางการ ดูน่าเชื่อถือทุกอย่าง แต่พอเขานั่งลง ผมเห็นรองเท้าหนังที่ส้นสึกจนเอียง พื้นบางจนเกือบทะลุ และไม่ได้ขัดมาเป็นเดือน
ตั้งแต่วินาทีนั้น ผมจำอะไรในบทสนทนาได้น้อยมาก จำได้แค่รองเท้า
และผมรู้ตัวเลยว่า ที่ผ่านมาผมคิดผิด
คนรอบข้างมองเสมอ และงานวิจัยก็ยืนยัน
ตอนแรกผมนึกว่าเป็นแค่ผมที่ช่างสังเกตเกินไป จนไปเจอว่ามีงานวิจัยที่ทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ และผลของมันทำให้ผมทึ่ง
ทีมนักวิจัยนำโดย Omri Gillath จาก University of Kansas ตีพิมพ์งานชื่อตรงตัวว่า "Shoes as a source of first impressions" ในวารสาร Journal of Research in Personality ปี 2012 พวกเขาให้คนกว่า 200 คนถ่ายรูปรองเท้าคู่ที่ใส่บ่อยที่สุด พร้อมตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับตัวเอง แล้วให้คนอีกกลุ่มหนึ่งดูแค่ "รูปรองเท้า" อย่างเดียว แล้วเดาว่าเจ้าของเป็นคนแบบไหน
ผลคือ คนที่ดูแค่รองเท้าสามารถเดาอายุ เพศ ระดับรายได้ และแม้แต่ลักษณะนิสัยบางอย่างของเจ้าของได้อย่างแม่นยำเกินคาด โดยไม่เคยเห็นหน้าเจ้าตัวเลยสักครั้ง
และที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คนที่ดูรองเท้ามักจะ "เห็นตรงกัน" ในการตัดสิน แปลว่าเราต่างก็สร้างภาพจำเกี่ยวกับคนคนหนึ่งจากรองเท้าของเขาโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าภาพนั้นจะถูกหรือผิดก็ตาม
พูดง่ายๆ คือ ความรู้สึกของผมในห้องประชุมวันนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันคือสิ่งที่สมองคนเราทำกันทุกคน เพียงแต่ส่วนใหญ่ทำโดยไม่รู้ตัว

ทำไมต้องเป็นรองเท้า
สิ่งที่ผมคิดต่อมาคือ ทำไมต้องเป็นรองเท้า ทำไมไม่ใช่เสื้อหรือกางเกง
รองเท้าเป็นสิ่งที่อยู่ห่างจากสายตาคนใส่มากที่สุด ต้องก้มลงดูถึงจะเห็น คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยสนใจ คิดว่าไม่มีใครมอง แต่คนรอบข้างมองเสมอ พวกเขาไม่ได้มองว่าแบรนด์อะไร ราคาเท่าไหร่ แต่มองว่าคนใส่ดูแลตัวเองดีแค่ไหน
เพราะรองเท้าคือสิ่งเดียวในชุดที่ต้องการการดูแลต่อเนื่อง เสื้อแค่ซักก็จบ กางเกงแค่รีดก็พอ แต่รองเท้าต้องขัด เช็ด เก็บ ใส่ดันทรง เปลี่ยนเชือก ซ่อมส้นเมื่อถึงเวลา มันต้องใช้เวลาและความใส่ใจซ้ำๆ
คนที่ใช้เวลากับรองเท้า คือคนที่ใช้เวลากับรายละเอียดของตัวเอง ส่วนคนที่ปล่อยปละละเลยรองเท้า ก็กำลังบอกอะไรบางอย่างออกไปโดยไม่ต้องเอ่ยปาก
แต่นี่ไม่ใช่เรื่องของการเอาใจคนอื่น
ตรงนี้สำคัญ เพราะผมไม่ได้กำลังบอกให้คุณขัดรองเท้าเพื่อให้ลูกค้าประทับใจ หรือเพื่อให้ใครยอมรับ
ที่จริงแล้วมันตรงกันข้าม
การดูแลรองเท้าคือเรื่องของการเคารพตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก เป็นการบอกตัวเองว่ารายละเอียดของเราคู่ควรกับเวลาและความใส่ใจ การที่คนอื่นมองเห็นเป็นแค่ผลพลอยได้ ไม่ใช่เป้าหมาย เหมือนที่ผมเคยเขียนไว้ว่าการแต่งตัวที่ดีที่สุดในวัยนี้คือการแต่งให้คนที่อยู่ในกระจก ไม่ใช่แต่งให้สายตาคนอื่น
และขอย้ำอย่างหนึ่ง รองเท้าเก่าไม่ใช่เรื่องผิด รองเท้าหนังเก่าที่ดูแลดี ขึ้นเงาตามการใช้งาน กลับบอกเรื่องราวที่น่านับถือมากกว่ารองเท้าใหม่เอี่ยมด้วยซ้ำ สิ่งที่บอกเรื่องไม่ดีคือรองเท้าที่ถูก "ปล่อยทิ้ง" ต่างหาก ไม่ใช่รองเท้าที่ "ผ่านการใช้งาน"

สามคู่ก็พอ
ผู้ชายอายุ 50 ขึ้นไป อาจไม่ต้องมีรองเท้าเยอะ มีสามคู่ที่ดูแลดีก็พอแล้ว
คู่แรก รองเท้าหนังสำหรับโอกาสจริงจัง งานสำคัญ งานที่ต้องเป็นทางการ ดูแลให้ดี ขัดอย่างน้อยเดือนละครั้ง
คู่ที่สอง รองเท้าหนังลำลองหรือ loafer สำหรับวันทำงานปกติ ไปทานมื้อเย็น หรือไปแฮงก์เอาต์หลังเลิกงาน ใส่ได้หลายโอกาสที่สุด
คู่ที่สาม รองเท้าผ้าใบสีเรียบสำหรับวันสบายๆ ไม่ใช่รองเท้าวิ่ง ไม่ใช่รองเท้ากีฬา แต่เป็นผ้าใบทรงสะอาดที่ใส่กับกางเกงยีนส์หรือชิโนได้
สามคู่ที่ดูแลดี ใช้ได้สิบปี ดีกว่าสิบคู่ที่ปล่อยให้พังไปตามยถากรรม นี่ก็เป็นหลักเดียวกับเรื่องอื่นในวัยนี้ น้อยแต่ดี และดูแลให้อยู่กับเรานานๆ

สิ่งที่อยากฝากไว้
หลังจากวันนั้นในห้องประชุม ผมเปลี่ยนนิสัยอย่างหนึ่ง
ทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ผมก้มลงมองเท้าตัวเองสักครั้ง ไม่ใช่เพื่อกังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไง แต่เพื่อถามตัวเองสั้นๆ ว่าวันนี้ผมดูแลรายละเอียดของตัวเองดีพอหรือยัง
เพราะถ้าตัวเราเองยังไม่อยากก้มลงมอง คนอื่นก็คงไม่อยากมองเหมือนกัน
อยู่ยาว อยู่ดี อยู่เท่
ข้อมูลอ้างอิง
- Gillath, O., Bahns, A.J., Ge, F. & Crandall, C.S. — "Shoes as a source of first impressions" (Journal of Research in Personality, 2012)