เช้านี้ผมเปิดตู้เสื้อผ้าเหมือนทุกวัน แล้วก็หยิบเสื้อสีกรมท่าตัวหนึ่งออกมาใส่
ผมไม่ได้คิดอะไรมากตอนหยิบ แต่พอมองเข้าไปในตู้อีกที ผมเห็นภาพรวมที่ทำให้ผมหยุดคิดนิดหนึ่ง เสื้อผ้าของผมตอนนี้เป็นสีกรมท่า ฟ้า ขาว กากี เขียวขี้ม้า เทา น้ำตาล วนอยู่แค่นี้ เป็นโทนที่กลมกลืนกันไปหมด
แล้วผมก็นึกขึ้นได้ว่า ในตู้ทั้งตู้นี้ ผมเหลือเสื้อสีดำอยู่แค่สองตัว เก็บไว้สำหรับบางโอกาสเท่านั้น
ทั้งที่เมื่อก่อน ตู้นี้เคยมีแต่สีดำ
ย้อนกลับไป ตู้เสื้อผ้าผมเคยดำสนิท
ถ้าใครเห็นตู้เสื้อผ้าผมเมื่อสิบกว่าปีก่อน คงนึกว่าผมไว้ทุกข์
เสื้อยืดดำ เสื้อเชิ้ตดำ กางเกงดำ ผมมีสีดำแทบทุกแบบ และเวลาไปซื้อเสื้อใหม่ ถ้ามีให้เลือกหลายสี ผมจะหยิบสีดำแทบจะอัตโนมัติโดยไม่ต้องคิด
ตอนนั้นผมบอกตัวเองว่าสีดำมันเท่ มันเรียบ มันใส่กับอะไรก็ได้ ไม่ต้องเสียเวลาคิดเรื่องแมตช์สี ซึ่งก็จริงทุกข้อ
แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลจริงๆ ที่ผมใส่มัน

เหตุผลจริงคือผมคิดว่ามันพรางหุ่น
ความจริงที่ผมเพิ่งกล้ายอมรับกับตัวเองตอนหลังคือ ผมใส่สีดำเพราะผมคิดว่ามันทำให้ผมดูผอมลง
ช่วงนั้นผมเริ่มมีพุง น้ำหนักขึ้นแบบที่ผู้ชายวัยกลางคนหลายคนเป็น และผมรู้สึกไม่สบายใจกับร่างกายตัวเอง สีดำเลยกลายเป็นที่พึ่ง มันเหมือนผ้าคลุมที่ช่วยให้ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ถูกมองเห็นมากเกินไป
ทุกครั้งที่ใส่สีดำ ลึกๆ ผมกำลังบอกตัวเองว่า "ขอแค่อย่าให้ใครสังเกตเห็นพุงนี้ก็พอ"
พูดอีกอย่างคือ ผมไม่ได้แต่งตัวเพื่อให้ดูดี ผมแต่งตัวเพื่อจะหายตัวไป
และมันต่างกันมากนะครับ สองอย่างนี้
การเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไป
ผมไม่ได้ตื่นมาวันหนึ่งแล้วโยนเสื้อดำทิ้งทั้งตู้ มันไม่ได้ดราม่าขนาดนั้น
มันค่อยๆ เกิดขึ้น เริ่มจากการที่ผมลองหยิบเสื้อสีกรมท่ามาใส่สักตัวหนึ่ง แล้วรู้สึกว่า เอ๊ะ สีนี้ก็ดีนะ ใส่แล้วรู้สึกสดขึ้น ไม่ทึบเหมือนสีดำ จากนั้นก็ลองสีกากี ลองเขียวขี้ม้า ลองสีน้ำตาล
ทีละสี ทีละตัว ผมค่อยๆ พบว่ามีสีกลุ่มหนึ่งที่ผมใส่แล้วรู้สึกเป็นตัวเอง เป็นโทนที่ไม่ฉูดฉาด ไม่เรียกร้องความสนใจ แต่ก็ไม่ได้ซ่อนตัว มันเป็นสีที่อยู่ตรงกลางพอดี เห็นตัวตน แต่ไม่ตะโกน
แล้วสิ่งที่น่าสนใจคือ ยิ่งผมใส่สีที่ชอบมากขึ้นเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งหยิบสีดำน้อยลงเท่านั้น จนวันหนึ่งผมมองเข้าไปในตู้แล้วพบว่าสีดำแทบหายไปหมดแล้วโดยที่ผมไม่ได้ตั้งใจ

ความจริงที่ผมเพิ่งเข้าใจ หุ่นผมไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าไหร่เลย
ตรงนี้คือส่วนที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด
หลายคนอาจคิดว่า อ๋อ คงเพราะลุงแกลดน้ำหนักได้ เลยกล้าใส่สีอื่น แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นเลย ผมยังมีพุงอยู่ หุ่นผมตอนนี้กับตอนที่ใส่สีดำทั้งตู้ ไม่ได้ต่างกันมากมายอะไร
สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่ร่างกายผม แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ผมมีกับร่างกายตัวเอง
เมื่อก่อนผมแต่งตัวจากความรู้สึกว่าต้องซ่อนอะไรบางอย่าง ตอนนี้ผมแต่งตัวจากความรู้สึกว่านี่คือผม พุงนี้ก็ส่วนหนึ่งของผม และผมไม่ได้รู้สึกว่าต้องขอโทษใครที่มีมัน
พอเลิกพยายามหายตัว ผมก็เป็นอิสระที่จะเลือกสีที่ผมชอบจริงๆ ไม่ใช่สีที่ปลอดภัยที่สุด
สีดำไม่เคยเป็นปัญหา เสื้อสีดำสวยๆ ตัวหนึ่งยังเป็นของดีเสมอ ปัญหาอยู่ที่เหตุผลที่ผมใส่มันต่างหาก ผมใส่มันเพราะกลัว ไม่ใช่เพราะชอบ
ตอนนี้สีดำอยู่ในที่ที่ควรอยู่
ทุกวันนี้ผมยังมีเสื้อสีดำเก็บไว้สองตัว และผมก็ยังใส่มันอยู่ แต่ใส่ในโอกาสที่มันเหมาะจริงๆ งานที่ต้องการความเป็นทางการ หรือบางครั้งที่อยากได้ลุคเรียบเข้ม
ความต่างคือตอนนี้ผมเลือกใส่มันเพราะผมต้องการ ไม่ใช่เพราะผมต้องพึ่งมัน
สีดำเลื่อนจากการเป็น "เกราะ" มาเป็นแค่ "ทางเลือกหนึ่ง" ในตู้ และนั่นคือตำแหน่งที่มันควรอยู่มาตลอด
ผมว่าเรื่องสีเสื้อผ้ามันสะท้อนอะไรที่ลึกกว่าเรื่องแฟชั่นนะ ตอนที่เรายังไม่มั่นใจในตัวเอง เราเลือกสิ่งที่ทำให้เราปลอดภัย สิ่งที่ทำให้เราไม่ต้องถูกมองเห็น แต่พอเราเริ่มสบายใจกับตัวเองมากขึ้น เราถึงกล้าเลือกสิ่งที่เราชอบจริงๆ แม้มันจะทำให้เราเด่นขึ้นมาบ้างก็ตาม

ลองเปิดตู้เสื้อผ้าตัวเองดู
ถ้าวันนี้คุณมีเวลาสักห้านาที ลองเปิดตู้เสื้อผ้าตัวเองดูครับ
ลองดูว่าสีอะไรครองตู้คุณอยู่ แล้วถามตัวเองตรงๆ ว่า คุณใส่สีนั้นเพราะคุณชอบมันจริงๆ หรือเพราะมันทำให้คุณรู้สึกปลอดภัยที่จะไม่ถูกมองเห็น
ไม่มีคำตอบที่ผิดนะครับ บางคนชอบสีดำจริงๆ และนั่นก็เยี่ยมมาก แต่ถ้าคำตอบของคุณคือ "ผมใส่มันเพื่อซ่อนอะไรบางอย่าง" บางทีนี่อาจเป็นจังหวะที่ดีที่จะลองหยิบสีที่คุณแอบชอบมานานแต่ไม่เคยกล้าใส่ มาลองดูสักตัว
คุณอาจจะพบว่า สิ่งที่คุณซ่อนมาตลอด จริงๆ แล้วไม่มีอะไรต้องซ่อนเลย