แต่งตัวเพื่อคนอื่นมาทั้งชีวิต ถึงเวลาแต่งให้ตัวเองบ้าง

แต่งให้ลูกค้าดูว่าน่าเชื่อถือ แต่งให้ลูกน้องดูว่าเป็นหัวหน้า แต่งให้สังคมไม่ติฉิน ผู้ชายหลายคนแต่งตัวเพื่อสายตาคนอื่นมาทั้งชีวิต จนผ่านมา 50 ปียังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองชอบใส่อะไร ถึงเวลาเริ่มแต่งให้คนที่อยู่ในกระจกบ้าง

แต่งตัวเพื่อคนอื่นมาทั้งชีวิต ถึงเวลาแต่งให้ตัวเองบ้าง

    ผู้ชายหลายคนแต่งตัวเพื่อคนอื่นมาทั้งชีวิต เพื่อลูกค้า เพื่อลูกน้อง เพื่อสังคม จนไม่เคยแต่งเพื่อตัวเองสักครั้ง บทความนี้ว่าด้วยการเริ่มแต่งให้คนที่อยู่ในกระจกบ้าง และทำไมมันถึงสำคัญกว่าที่คิด

    ผู้ชายบางคนแต่งตัวเพื่อคนอื่น แต่ไม่เคยแต่งเพื่อตัวเองสักครั้ง

    แต่งให้ลูกค้าดูว่าเราน่าเชื่อถือ แต่งให้ลูกน้องดูว่าเราเป็นหัวหน้า แต่งให้ภรรยาดูว่าเราเรียบร้อย แต่งให้พ่อแม่ดูว่าเราประสบความสำเร็จ แต่งให้สังคมไม่ติฉินนินทา

    แล้วพอถึงวันเสาร์-อาทิตย์ที่ไม่ต้องเจอใคร ก็คว้าเสื้อยืดเก่ายืดตัวเดิม กางเกงยีนส์ที่เปื่อยจนเกือบขาด รองเท้าแตะคู่ที่ใส่จนพื้นบาง

    เพราะคิดว่า "ไม่ต้องแต่งตัว ไม่มีใครดู"

    ผมเคยเป็นแบบนั้น

    วันธรรมดาผมใส่เสื้อเชิ้ตขาวกับสีฟ้าสลับกันไปมาเหมือนใส่ยูนิฟอร์ม ไม่กล้าแตะสีที่ชอบเลย กลัวลูกค้ามองว่าไม่จริงจัง พอวันหยุดก็ปล่อยตัวเองเต็มที่ เพราะเหนื่อยจากการแต่งให้คนอื่นมาทั้งสัปดาห์

    จนวันหนึ่งผมยืนอยู่หน้ากระจกในห้องแต่งตัว แล้วสะดุดกับคำถามที่ตอบไม่ได้

    ผ่านมา 50 กว่าปี ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองชอบใส่อะไร

    รู้แต่ว่าอะไรที่ "ใส่ไปแล้วไม่มีใครว่า"

    นั่นไม่ใช่รสนิยม นั่นคือการเอาตัวรอด

    เสื้อผ้าไม่ได้เปลี่ยนแค่สายตาคนอื่น แต่มันเปลี่ยนความคิดเราด้วย

    ตรงนี้คือจุดที่ผมอยากให้หยุดอ่านสักนิด เพราะมีงานวิจัยที่เปลี่ยนวิธีที่ผมมองเรื่องเสื้อผ้าไปเลย

    ปกติเราคิดว่าเสื้อผ้ามีไว้ให้ "คนอื่นเห็น" ใส่สูทเพื่อให้คนนับถือ ใส่เชิ้ตเรียบร้อยเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ ทุกอย่างวัดจากสายตาคนนอก

    แต่นักวิจัยสองคน Hajo Adam และ Adam Galinsky ตีพิมพ์งานในวารสาร Journal of Experimental Social Psychology ปี 2012 ที่พลิกความคิดนี้ พวกเขาตั้งชื่อปรากฏการณ์นี้ว่า "enclothed cognition" อิทธิพลที่เสื้อผ้ามีต่อกระบวนการคิดของ "คนที่สวมมัน" เอง ไม่ใช่คนที่มองเข้ามา

    การทดลองง่ายมาก เขาให้คนใส่เสื้อกาวน์สีขาว กลุ่มหนึ่งบอกว่าเป็นเสื้อหมอ อีกกลุ่มบอกว่าเป็นเสื้อช่างทาสี ทั้งที่เป็นเสื้อตัวเดียวกันเป๊ะ ผลคือกลุ่มที่เชื่อว่ากำลังใส่เสื้อหมอ มีสมาธิและความใส่ใจในรายละเอียดดีกว่าอีกกลุ่มอย่างชัดเจน

    เสื้อตัวเดียวกัน แต่ทำให้คนทำงานได้ต่างกัน เพราะความหมายที่เจ้าตัวให้กับมัน

    สิ่งที่งานวิจัยนี้บอกเราคือ เสื้อผ้าไม่ได้ทำงานแค่ตอนมีคนมอง มันทำงานในหัวเราตลอดเวลาที่เราสวมมัน ทั้งจากความหมายของมัน และจากสัมผัสจริงของเนื้อผ้าบนตัวเรา

    แปลว่าการแต่งตัวเพื่อตัวเองไม่ใช่เรื่องเหลวไหลหรือหลงตัวเอง มันส่งผลต่อความมั่นใจ อารมณ์ และแม้แต่วิธีที่เราทำงานในวันนั้นจริงๆ และคนที่ได้รับผลนั้นเต็มๆ ก่อนใครเพื่อน คือตัวเราเอง

    แล้ว "แต่งตัวเพื่อตัวเอง" จริงๆ คืออะไร

    พอพูดถึงการแต่งตัวเพื่อตัวเอง ผู้ชายวัยเราหลายคนเข้าใจผิดทันที นึกว่าต้องไปใส่อะไรแปลกๆ ใส่สีจัดๆ ให้คนเหลียวมอง หรือไปไล่ตามแฟชั่นวัยรุ่น

    ไม่ใช่เลย ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ

    การแต่งตัวเพื่อตัวเอง คือการรู้ว่าผ้าแบบไหนที่สัมผัสแล้วสบายตัว ไม่คันคอ ไม่ร้อนอบ ไม่ต้องคอยดึงคอยจัดทั้งวัน

    คือการรู้ว่าสีไหนที่ใส่แล้วเห็นในกระจกแล้วรู้สึก "นี่แหละตัวเรา" ไม่ใช่สีที่ปลอดภัยที่สุดจนกลายเป็นไม่มีตัวตน

    คือการรู้ว่าทรงไหนที่ใส่แล้วเดินออกจากบ้านได้เลย โดยไม่ต้องวิ่งกลับมาเช็คกระจกอีกรอบ

    มันคือความสบายใจ ไม่ใช่การเรียกร้องความสนใจ

    และข้อที่ผมว่าสำคัญที่สุดคือ การมีเสื้อ 5 ตัวที่ "ใช่" ดีกว่ามี 50 ตัวที่แค่ "ใส่ได้"

    ตู้เสื้อผ้าของผู้ชายส่วนใหญ่เต็มไปด้วยของที่ใส่ได้แต่ไม่เคยอยากใส่ ซื้อมาเพราะลดราคา เพราะคนขายเชียร์ เพราะเห็นคนอื่นใส่แล้วดูดี พอเปิดตู้ทุกเช้ากลับหยิบตัวเดิม 5-6 ตัวอยู่นั่นแหละ เพราะลึกๆ เรารู้ว่าตัวไหนที่ใส่แล้วเป็นเรา

    ลองทำสิ่งนี้ดู เปิดตู้ แล้วถามตัวเองว่าตัวไหนที่หยิบใส่บ่อยที่สุดจริงๆ มันมักจะมีอะไรบางอย่างร่วมกัน เนื้อผ้า สี หรือทรง นั่นแหละคือเบาะแสรสนิยมของคุณที่ซ่อนอยู่มาตลอด

    ทำไมวัย 50+ ถึงเป็นจังหวะที่ใช่ที่สุด

    มีเหตุผลที่เรื่องนี้เพิ่งมาสำคัญตอนนี้ ไม่ใช่ตอน 30

    ตอนหนุ่ม เราจำเป็นต้องแต่งเพื่อพิสูจน์ตัวเองจริงๆ เด็กจบใหม่ใส่สูทเพื่อให้คนเชื่อว่าเราทำงานได้ คนเพิ่งเป็นหัวหน้าแต่งเนี้ยบเพื่อให้ลูกน้องยอมรับ มันเป็นการลงทุนที่สมเหตุสมผลในวันที่เรายังไม่มีอะไรการันตี

    แต่ผู้ชายอายุ 50 ขึ้นไป ผ่านการพิสูจน์ตัวเองกับคนอื่นมาพอแล้ว คนที่จะนับถือเราเขานับถือไปนานแล้ว คนที่จะไม่นับถือ ต่อให้แต่งดีแค่ไหนเขาก็ไม่นับถืออยู่ดี

    พอภาระในการ "แต่งเพื่อให้คนยอมรับ" มันเบาลง พื้นที่ที่เหลือก็ควรเป็นของเราเองได้แล้ว

    นี่ไม่ได้แปลว่าให้เลิกแต่งตัวดี หรือปล่อยตัวตามสบาย ตรงกันข้าม มันคือการแต่งตัวดีขึ้นด้วยซ้ำ เพียงแต่เปลี่ยนเป้าหมายจาก "ให้คนอื่นไม่ว่า" เป็น "ให้ตัวเองรู้สึกดี" ซึ่งสองอย่างนี้ส่วนใหญ่ไปด้วยกันได้สบาย

    สิ่งที่ได้เรียนรู้

    วันที่ผมยืนอยู่หน้ากระจกห้องลองเสื้อแล้วตอบคำถามตัวเองไม่ได้ ผมไม่ได้รู้สึกแย่หรอก ผมรู้สึกเหมือนเพิ่งเจอประตูบานหนึ่งที่ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่

    หลังจากนั้นผมเริ่มสังเกตตัวเองมากขึ้น ลองหยิบสีที่เคยกลัว ลองสัมผัสเนื้อผ้าก่อนซื้อ ค่อยๆ ทิ้งของที่ไม่เคยอยากใส่ออกจากตู้ ไม่ใช่การเปลี่ยนสไตล์แบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ แค่เริ่มฟังเสียงตัวเองที่เงียบมานานครึ่งศตวรรษ

    ผ่านมา 50 ปี เราแต่งตัวให้สายตาของคนนับไม่ถ้วนมาแล้ว ลูกค้า ลูกน้อง ญาติพี่น้อง คนแปลกหน้าบนถนนที่เราจะไม่มีวันเจออีก

    เหลือสายตาคู่เดียวที่เรายังแทบไม่เคยแต่งให้ ก็คือสายตาของคนที่อยู่ในกระจก

    ถึงเวลาเริ่มแต่งตัวให้เขาบ้างแล้ว

    ข้อมูลอ้างอิง

    • Adam, H. & Galinsky, A.D. — "Enclothed cognition" (Journal of Experimental Social Psychology, 2012)