แบบทดสอบง่ายๆ ที่จะทำให้รู้ว่าเราจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน

งานวิจัยใหม่ปี 2026 พบว่าการทดสอบง่ายๆ สองอย่างที่บ้าน อาจทำนายได้ว่าเราจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน และแม่นยำกว่าที่คิด

แบบทดสอบง่ายๆ ที่จะทำให้รู้ว่าเราจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน

    ผมเริ่มติดตามเรื่อง longevity อยู่เรื่อยๆ และเมื่อเจออะไรน่าสนใจก็เก็บมาเล่าให้ฟัง อาทิตย์ก่อนผมไถฟีดข่าวสุขภาพในตอนเช้า แล้วก็เจอหัวข้อหนึ่งที่ทำให้ผมต้องหยุดอ่านทันที

    มันไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับยาใหม่ ไม่ใช่การตรวจเลือดที่ต้องให้คุณไปตรวจ ไม่ใช่เครื่องสแกนที่ต้องนัดหมอล่วงหน้าเป็นเดือนๆ

    แต่มันคือแค่การ "บีบมือแรงๆ" กับ "ลุกนั่งจากเก้าอี้ให้เร็วที่สุด" เท่านั้น

    งานวิจัยใหม่บอกว่าสองอย่างนี้ทำนายได้ว่าใครจะอยู่ได้นานกว่ากัน แม่นยำกว่าที่หลายคนคิด แม่นยำถึงขั้นที่นักวิจัยบางกลุ่มเริ่มเรียกร้องให้นับแรงบีบมือเป็น "สัญญาณชีพที่หก" ต่อจากอุณหภูมิร่างกาย ชีพจร อัตราการหายใจ ความดันโลหิต และความเจ็บปวด

    ผมอ่านจบแล้วนั่งคิดอยู่นาน เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ทำเองได้ที่บ้านตอนนี้เลย ไม่ต้องรอนัด ไม่ต้องเสียเงิน แล้วผลลัพธ์ก็อาจสำคัญกว่าตัวเลขน้ำหนักบนตาชั่ง หรือรอบเอวที่เรามักกังวลกันเสียอีก

    สามอย่างที่พลิกมุมมองผม

    1. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ไม่ใช่แค่เรื่องของคนออกกำลังกาย หรือคนที่อยากดูดี แต่มันเป็นตัวทำนายว่าเราจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน แยกออกจากเรื่องความแข็งแรงของหัวใจ ความดัน หรือแม้แต่การออกกำลังกายแบบแอโรบิก
    2. แรงบีบมือ ทำนายความเสี่ยงเสียชีวิตได้แม่นยำ แม้จะคุมปัจจัยอื่นอย่างกิจกรรมทางกาย ความฟิตของหัวใจ และการอักเสบในร่างกายแล้วก็ตาม พูดง่ายๆ คือต่อให้ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว แรงบีบมือก็ยังเป็นตัวแปรที่สำคัญเพิ่มเข้ามา ไม่ใช่แค่ตัวแทนของการออกกำลังกาย
    3. ไม่ต้องเข้ายิมหรือยกหนักมาก เพื่อให้ได้ประโยชน์ งานวิจัยพบว่าคนที่ออกกำลังกายไม่ถึงเกณฑ์ที่แนะนำ แต่มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสูง ก็ยังมีความเสี่ยงเสียชีวิตต่ำกว่าคนที่ออกกำลังกายครบเกณฑ์แต่กล้ามเนื้ออ่อนแรง

    งานวิจัยที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้

    เรื่องนี้ไม่ใช่ทฤษฎีใหม่เอี่ยม แต่เป็นการยืนยันซ้ำด้วยข้อมูลที่ใหญ่ขึ้นและแน่นขึ้นเรื่อยๆ

    จุดเริ่มต้นสำคัญคือ การศึกษา PURE ที่ตีพิมพ์ใน The Lancet เมื่อปี 2015 โดยทีมของ Leong และคณะ ติดตามคนกว่า 139,000 คนใน 17 ประเทศทั่วโลก พบว่าทุกๆ 5 กิโลกรัมที่แรงบีบมือลดลง ความเสี่ยงเสียชีวิตจากทุกสาเหตุเพิ่มขึ้นประมาณ 16% และความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นประมาณ 17% ตัวเลขนี้แม่นยำกว่าความดันโลหิตด้วยซ้ำในการทำนายการเสียชีวิต

    ที่ทำให้เรื่องนี้กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งในปี 2026 คือ งานวิจัยใหม่จากทีม University at Buffalo ที่ตีพิมพ์ใน JAMA Network Open นำโดย Michael LaMonte ติดตามผู้หญิงอายุระหว่าง 63 ถึง 99 ปี มากกว่า 5,000 คน เป็นเวลา 8 ปี วัดสองอย่างคือแรงบีบมือ กับความเร็วในการลุกนั่งจากเก้าอี้ 5 ครั้งติดต่อกันโดยไม่ใช้มือช่วย

    ผลที่เจอคือ ทุกๆ 7 กิโลกรัมที่แรงบีบมือเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงเสียชีวิตลดลงเฉลี่ย 12% และทุกๆ 6 วินาทีที่เร็วขึ้นในการทดสอบลุกนั่ง ความเสี่ยงเสียชีวิตลดลง 4% ที่สำคัญกว่านั้นคือ ผลนี้ยังชัดเจนอยู่แม้นักวิจัยจะคุมปัจจัยเรื่องกิจกรรมทางกาย ความฟิตของหัวใจ และระดับการอักเสบในร่างกายแล้ว พูดอีกแบบคือ แรงกล้ามเนื้อไม่ได้เป็นแค่ผลพลอยได้จากการออกกำลังกาย แต่เป็นปัจจัยอิสระที่ส่งผลต่ออายุขัยโดยตรง

    นักวิจัยยังพบด้วยว่าขนาดร่างกายไม่ได้เป็นตัวอธิบายความสัมพันธ์นี้ ต่อให้ปรับตามน้ำหนักตัวหรือมวลกล้ามเนื้อไร้ไขมันแล้ว คนที่แข็งแรงกว่าก็ยังมีความเสี่ยงเสียชีวิตต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

    สำหรับผู้ชายวัยเรา ตัวเลขอ้างอิงคร่าวๆ ที่นักวิจัยด้าน longevity ใช้กันคือ แรงบีบมือต่ำกว่า 26 กิโลกรัมในผู้ชาย ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ควรใส่ใจ ไม่ใช่ตัวเลขตายตัวที่ต้องกังวลทันที แต่เป็นจุดที่ควรเริ่มทำอะไรสักอย่าง

    ทำเองได้ที่บ้าน สามขั้นตอน

    1.ทดสอบแรงบีบมือแบบประมาณการ

    ถ้าไม่มีเครื่องวัด dynamometer ที่บ้าน ลองบีบผ้าขนหนูม้วนแน่นๆ หรือบีบมือแฟนแรงๆ สักครั้ง แล้วสังเกตว่ารู้สึกว่าแรงบีบของคุณตกลงจากสองสามปีก่อนไหม ถ้าอยากได้ตัวเลขจริงจัง เครื่องวัด hand dynamometer ราคาไม่แพงหาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์กายภาพบำบัด

    แล้วตัวเลขที่ได้บอกอะไร

    ผมลองหาเกณฑ์อ้างอิงที่ใช้กับคนเอเชียโดยเฉพาะ เพราะค่าเฉลี่ยของฝรั่งกับคนเอเชียไม่เท่ากัน เกณฑ์ที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในภูมิภาคนี้มาจาก Asian Working Group for Sarcopenia (AWGS) ฉบับปี 2019 ซึ่งกำหนดไว้ดังนี้สำหรับผู้ชาย

    • ต่ำกว่า 28 กิโลกรัม ถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์ เป็นตัวชี้วัดหนึ่งของกล้ามเนื้ออ่อนแรงตามนิยามทางการแพทย์ ควรเริ่มฝึกความแข็งแรงอย่างจริงจัง
    • 28 ถึง 35 กิโลกรัม อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาได้อีก
    • 35 ถึง 40 กิโลกรัม ถือว่าดี ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยของผู้ชายวัยกลางคนที่ยังแข็งแรง
    • มากกว่า 40 กิโลกรัม ถือว่าแข็งแรงดีมาก ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยของผู้ชายวัย 20 ถึง 30 ปี

    ตัวเลข 28 กิโลกรัมนี้ไม่ใช่เส้นตายที่บอกว่าใครป่วยหรือไม่ป่วย แต่เป็นจุดที่วงการแพทย์เอเชียใช้เป็นสัญญาณเตือนให้เริ่มดูแลกล้ามเนื้อ ยิ่งตัวเลขต่ำกว่านี้มาก ยิ่งควรให้ความสำคัญเร็วขึ้น

    2.ทำ Chair Stand Test เองที่บ้าน

    นั่งเก้าอี้ไม้ที่ไม่มีที่เท้าแขน กอดอกไว้ แล้วลุกขึ้นยืนจนสุด นั่งลง ทำแบบนี้ 5 ครั้งติดต่อกันโดยเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยห้ามใช้มือช่วยพยุง จับเวลาไว้ ทำซ้ำทุก 2 ถึง 3 เดือนเพื่อดูแนวโน้ม ไม่ใช่เพื่อเทียบกับใคร

    แล้วเวลาที่ได้อยู่ระดับไหน

    เกณฑ์เดียวกันของ AWGS 2019 กำหนดจุดตัดของ chair stand test ไว้ที่ 12 วินาที ใช้ได้กับทุกวัยตั้งแต่ผู้ใหญ่ขึ้นไป ส่วนงานวิเคราะห์ข้อมูลรวมของ Bohannon ที่ทำเฉพาะกลุ่มสูงอายุ ให้ค่าเฉลี่ยแยกตามช่วงอายุไว้ละเอียดกว่า พอเอามาเทียบกันเป็นภาพรวมได้ประมาณนี้

    • ต่ำกว่า 10 วินาที ถือว่าดีมาก ร่างกายยังคล่องแคล่ว
    • 10 ถึง 12 วินาที อยู่ในเกณฑ์ปกติ ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยของคนอายุ 60 ถึง 69 ปีที่ประมาณ 11.4 วินาที
    • 12 วินาทีขึ้นไป เข้าเกณฑ์ที่ AWGS 2019 นับเป็นสัญญาณของสมรรถภาพร่างกายต่ำ ควรเริ่มฝึกกล้ามเนื้อขาให้จริงจังขึ้น
    • มากกว่า 15 วินาที มีงานวิจัยหลายชิ้นในผู้สูงอายุพบว่าเชื่อมโยงกับความเสี่ยงหกล้มซ้ำ ถ้าอยู่ในระดับนี้ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดก่อนเริ่มโปรแกรมฝึกด้วยตัวเอง

    จุดที่อยากย้ำคือตัวเลขพวกนี้มาจากงานวิจัยกลุ่มผู้สูงอายุเป็นหลัก ถ้าเราอยู่ในวัย 50 กว่าและได้ผลแย่กว่าเกณฑ์ ไม่ได้แปลว่าป่วยหรือแก่เร็วผิดปกติ แต่เป็นสัญญาณที่ควรฟังและเริ่มทำอะไรสักอย่างตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่ตัวเลขจะยิ่งห่างออกไป

    3.ฝึกความแข็งแรงแบบไม่ต้องเข้ายิม

    ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงหรือโปรแกรมฝึกที่หนักหน่วง เพียงแค่ ดัมเบล หรือแม้แต่ท่าที่ใช้น้ำหนักตัวเองอย่างวิดพื้น ท่าดันกำแพง หรือท่างอเข่า ก็ช่วยได้ แม้แต่กระป๋องของผลไม้กระป๋องหรือหนังสือหนักๆ ก็ใช้เป็นแรงต้านให้กล้ามเนื้อได้ สำหรับคนที่ไม่สะดวกใช้อุปกรณ์อื่น ปรับให้เข้ากับบริบทไทยง่ายๆ คือใช้ขวดน้ำ 1.5 ลิตรสองขวด หรือถุงข้าวสารเล็กๆ แทนดัมเบลได้เลย

    ฝึกความแข็งแรงแบบไม่ต้องเข้ายิม

    ถ้าทดสอบแล้วผลไม่ดี ต้องกังวลแค่ไหน

    จุดที่ต้องระวังคือ อย่าตีความผลทดสอบครั้งเดียวเป็นคำพิพากษา ทั้งแรงบีบมือและ chair stand test เป็นตัวชี้จุดเริ่มต้น ไม่ใช่การวินิจฉัย

    นักวิจัยแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมฝึกความแข็งแรงจริงจัง โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยฝึกมาก่อน และอาจขอคำแนะนำจากนักกายภาพบำบัดหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายเพื่อความปลอดภัยและความก้าวหน้าที่เหมาะสม

    อีกจุดที่คนมักเข้าใจผิดคือคิดว่าต้องเลือกระหว่างคาร์ดิโอกับฝึกความแข็งแรง งานวิจัยชี้ชัดว่านี่ไม่ใช่ตัวเลือกแบบเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง นักวิจัยหลักของงานวิจัยนี้บอกไว้ตรงๆ ว่าการอายุยืนอย่างมีสุขภาพดี น่าจะมาจากทั้งกิจกรรมแอโรบิกและการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อควบคู่กัน ไม่ใช่เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วอีกอย่างทิ้งไปเลย

    ความเชื่อผิดๆ ที่เรื่องนี้ลบล้างให้

    หลายคนคิดว่าถ้าเดินหรือวิ่งอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องฝึกความแข็งแรงเพิ่ม งานวิจัยชิ้นนี้บอกตรงกันข้าม ผู้หญิงที่ออกกำลังกายแอโรบิกไม่ถึงเกณฑ์แนะนำ 150 นาทีต่อสัปดาห์ แต่มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสูง ก็ยังมีความเสี่ยงเสียชีวิตต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เท่ากับว่าความแข็งแรงเป็นตัวแปรที่สำคัญไม่แพ้กัน แม้ในคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายแบบครบสูตร

    อีกความเชื่อผิดๆ ที่พบบ่อยในผู้ชายวัย 50+ อย่างเราคือ คิดว่าการฝึกความแข็งแรงมีไว้สำหรับคนหนุ่มหรือคนที่อยากมีกล้าม ทั้งที่จริงแล้วงานวิจัยกลุ่มนี้ทำในกลุ่มอายุ 63 ถึง 99 ปี และยิ่งอายุมาก ผลลัพธ์ยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะถ้าไม่มีแรงกล้ามเนื้อมากพอที่จะลุกจากเก้าอี้ได้ ก็ยากที่จะไปทำกิจกรรมแอโรบิกอย่างการเดิน ซึ่งเป็นกิจกรรมยามว่างที่คนอเมริกันอายุ 65 ปีขึ้นไปทำกันมากที่สุด

    สิ่งที่ผมจะเริ่มทำคืนนี้

    อ่านเรื่องนี้จบ ผมลองทำ chair stand test ดูเลยตอนนั้น นั่งเก้าอี้ไม้ในครัว กอดอก แล้วลุกนั่งห้าครั้งโดยไม่ใช้มือช่วย จับเวลาด้วยมือถือ

    ผลก็ถือว่าโอเคดี พอผ่านเกณฑ์ แต่ก็คิดว่าร่างกายผมน่าจะยังพัฒนาได้อีก

    ผมว่าจะจับเวลาไว้เป็นตัวเลขตั้งต้น แล้วลองเพิ่มท่าฝึกง่ายๆ ด้วยขวดน้ำที่บ้านสัปดาห์ละสองสามครั้ง ไม่ต้องเยอะ แค่เริ่มจากสิ่งที่ทำได้จริง แล้วค่อยกลับมาทดสอบซ้ำในอีกสองเดือนดูว่าตัวเลขเปลี่ยนไปแค่ไหน

    ถ้าใครอยากลองเหมือนกัน ไม่ต้องรออุปกรณ์อะไรเลย ลองนั่งเก้าอี้ที่บ้านคืนนี้ กอดอก แล้วลุกนั่งห้าครั้งดู แค่นั้นก็รู้แล้วว่าจุดเริ่มต้นของเราอยู่ตรงไหน